วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติ BMX

ประวัติ BMX



  กว่าจะมาเป็น "Bike Stunt" ในทุกวันนี้ กีฬา Bike Stunt หรือจักรยานผาดโผน เป็นหนึ่งในกีฬา X-Games ที่มีประวัติถอยหลังไปยาวนานไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ในยุค'70 การแข่งขันจักรยานวิบากแบบBMX(Bicycle Moto Cross)ที่มีวงล้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 นิ้วในประเภทความเร็ว(Racing) ได้เป็นที่นิยมกันมากในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้แพร่ขยายไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน นักขี่หลายๆคนได้ฝึกท่าทางพลิกแพลงผาดโผนในแบบต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน และใช้โชว์ออฟ กันในกลุ่มเพื่อนๆ ทั้งยังเป็นการฝึกทักษะในการควบคุมรถได้อย่างดี และเมื่อมีโอกาส ก็มักจะได้นำท่านั้นมาออกโชว์กันในช่วง พักของการแข่งความเร็ว หรือในการโปรโมทให้กับสปอนเซอร์ของตน ซึ่งจะเรียกความสนใจจากผู้คนได้ดีทีเดียว ต่อมาเมื่อ มีท่าทางหลากหลายมากขึ้น นักขี่หลายๆคนได้หันมาเน้นฝึกแต่ท่าพลิกแพลง(Tricks)ด้วยความหลงไหล จนกระทั่งได้กลายกีฬา ประเภทใหม่ที่เน้นฝึกเฉพาะแต่ท่าผาดโผนอย่างเดียว และได้พัฒนาเหล่านี้ให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้น ท่ายังไม่มีมากนัก จึงมีการคิดค้นลีลาต่างๆออกมาใหม่ตลอดเวลา นักขี่แต่ละคนจะมีท่าเป็นของตนเอง ไม่ค่อยจะซ้ำกันนัก นักขี่กลุ่มนี้จึงถูกขนานนามว่า "Freestyler"และได้เริ่มมีการจัดการแข่งขันเฉพาะทางขึ้น นักขี่ที่มีชื่อที่สุด คนนึงในช่วงนั้น คือ Bob Haro ซึ่งถือได้ว่าเป็น "Father of Freestyle"(ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทจักรยานที่ประสพ ความสำเร็จมากที่สุดบริษัทหนึ่ง) ในราวปี 1985 เป็นต้นมา ทางบริษัทผู้ผลิตจักรยานหลายๆราย ได้มีการผลิตอะหลั่ยที่ทำไว้สำหรับการเล่นท่าFreestyle โดยเฉพาะ(ได้แก่ตัวถังที่มีที่ยืนตรงหลักอาน, ที่ยืนตรงแฮนด์, ที่ยืนตรงแกนล้อและตะเกียบฯลฯ) การจัดแข่งขันเริ่มมีมากขึ้น มีการรวมตัวนักขี่ผาดโผนจัดตั้งเป็นทีมFreestyle อย่างเต็มรูปแบบในช่วงนี้เองที่สมาคม



AFA(American Freestyle Association) ได้เข้ามาผูกขาดในการจัดแข่งขันครั้งใหญ่ๆ นักขี่เอือมกับกติกาหยุมหยิม เช่น Flatland ก็ให้ใส่หมวกกันน็อค และกรรมการเป็นคนธรรมดา ไม่รู้จักการให้คะแนน โดยเฉพาะท่ายากๆหรือ ท่าใหม่ๆ แบนนักขี่ที่ไปแข่งงานอื่น , จัดแบ่งรุ่น(Class)ละเอียดยิบ ซึ่งนอกจากจะแบ่งตามรุ่นอายุ ยังมีรุ่นสมัครเล่น(Amateur) และรุ่นมืออาชีพ(Pro) ซึ่งนักขี่จะลงได้หลายรุ่น ปัญหาจึงอยู่ที่คนที่มีฝีมือดียังไม่ยอมTurn Pro ง่ายๆเพราะยังหวงตำแหน่งอยู่ ต่อมาเมื่อเริ่มเข้าปี 90 AFA ยกเลิกการจัดแข่ง 
ทำให้วงการเงียบเหงาไปพักหนึ่ง แต่ก็ได้ Mat Hoffman ซึ่งเป็นนักขี่ ได้ริ่เริ่มจัดงานแข่งขึ้นเองชื่อ Bike Stunt Series หรือ BS ซึ่งเป็นการปลุกผีวงการ ขึ้นมาอีกครั้ง และได้ประสพความสำเร็จ อย่างสูง จนกระทั่ง ESPN ช่องกีฬายักษ์ใหญ่ ได้มาติดต่อขอซื้อรายการต่อ และจัดให้มีการนำภาพจากการแข่งไปออกอากาศ  ทั่วโลก และต่อมาได้รวบรวมกีฬาสุดขั้วหรือ Extreme Sports เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ชื่อ X-Games ซึ่งจัดกันเป็นประจำทุกปีที่ Sanfrancisco ล่าสุดปี2001 จะย้ายไปจัดกันที่ Philadephia Flatland หาย Mat ช่วย? หลังจาก Take over งานแข่งไป ในครั้งแรกๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน คือ ESPN ยังให้ Hoffman bikes เป็นผู้จัดการแข่ง แต่จัดให้มีเงินรางวัลในการแข่งขันเพียง 2 ก้อน คือ Vert กับ Park ไม่สนับสนุนการแข่ง Flatland ซึ่งดูไม่หวือหวา Mat เลยตัดสินใจหารเงินรางวัลนั้นเป็น 3 ส่วน เพื่อให้มีการแข่ง Flatland ด้วย นับเป็นการตัดสินใจที่ชี้ชะตาวงการไว้ครั้งหนึ่ง สำหรับประเภทของการแข่ง Bike Stunt ในทุกวันนี้แบ่งออกโดยรูปแบบของสนามที่ต่างกันออกไป Dirt การกระโดดเนินดิน เกิดและไปพร้อมBMX ปัจจุบันจะมีแข่งพ่วงไปด้วยเกือบทุกสนาม เป็นสีสันของงานแข่ง Racingด้วย Flatland การเล่นท่าทางบนพื้นเรียบ มีแต่คนกับจักรยาน ลีลาเทียบได้กับยิมนาสติค Floor Excercise นักขี่จะต้องนำท่าทางมา ต่อเนื่องกันให้มีความลื่นไหล สวยงาม โดยผิดพลาดน้อยที่สุด Park สนามมีอุปกรณ์ต่างๆที่จำลองขึ้นจากการขี่ตามท้องถนน เช่นมีขอบกระถางสูงๆ มีราวบันได เนินลาด เนินโค้ง เก้าอี้ยาว ทางต่างระดับ อัดกันไว้ในสนามเดียว นักขี่จะต้องใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่กำหนดให้ Vert-Halfpipe เนินโค้งขนาดใหญ่ที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 8-12 ฟุต หรือกว่านั้น มีส่วนปลายชันถึง 90 องศา 3-4 ฟุต นักกีฬาจะ ใช้ส่งตัวเองให้ลอยขึ้นไปเล่นท่ากลางอากาศ ได้สูงตั้งแต่ 6-10 ฟุต และเลี้ยวกลับลงมา ถ้ามี 2 ข้างหันหน้าชนกัน จะมีลักษณะ เหมือนท่อครึ่งวงกลม (Halfpipe) ส่วนกีฬา Bike Stunt บ้านเรานั้น กระแสมักจะช้ากว่าเขาสักหน่อย มีเล่นกันมาในช่วงที่นิยม Racing เมื่อเกือบ20ปีก่อน แล้วก็ซาไปพร้อมๆกับ Racing มาโผล่อีกทีเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามสนามกีฬา กลุ่มละ 6-7 คน งานแข่งที่สวนอัมพร เมื่อปี2533 เป็นครั้งที่บูมสุดก่อนจะซาไปอีก 7 ปี ช่วงนี้แม้แต่จะหาอะหลั่ยสักชิ้นยังยาก เพราะร้านจักรยานได้เปลี่ยนไปขายMountain bike กันหมด แล้วกลับมาฟื้นอีกทีตอนช่วงกระแส X-Games เข้ามาบ้านเรา อย่างไรก็ตามถ้ามีการจัด X-Tour ทุกปี และงานแข่งย่อยๆอื่นเฉลี่ยปีละ3 ครั้ง ก็เป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันปี 2001 มีคนลงแข่งในงาน X-Tour ประเภท Flatland และ Park รุ่นละเกือบ30คน ซึ่งนับว่ามากที่สุด ที่เคยมีมา แต่ก็ยังมาลงแข่งกันไม่หมด อย่างไรก็ตาม การแข่งขันคัดตัวนักกีฬาทีมไทยชุด Asian X-Games และ Junior X-Games ที่จะเดินทางไปแข่งขัน กับต่างชาติในปี 2002 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ .



 BMX ทั้ง 6 ประเภท

BMX  FLATLAND   การขี่จักรยานประเภทแฟลตแลนด์  เป็นการขี่จักรยานผาดโผนบนพื้นราบ โดยเน้นการทรงตัวและการเล่นท่าบนจักรยาน เสน่ห์ของการขี่ประเภทนี้อยู่ที่ความต่อเนื่องในการเล่นท่า  โดยจะเล่นท่าหนึ่งแล้วจะไปต่ออีกท่าหนึ่งโดยที่เท้าไม่สัมผัสพื้น BMX  FLATLAND ได้เข้ามาในบ้านเราเมื่อประมาณ 10กว่าปีที่แล้ว และยังคงเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้  BMX  FLATLAND เป็นกีฬาเอ็กส์ตรีมที่มีความเสี่ยงไม่มาก สามารถที่จะเล่นได้ทุกวัย  จะมีเล่นกันเป็นกลุ่มๆตามสวนสาธารณะ  ตามลานจอดรถกว้างๆ  จะกระจายกันอยู่ในทุกๆจังหวัด   โดยจะมีการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ
  การแข่งขันประเภทแฟลตแลนด์จะเป็นการตัดสินจากการให้คะแนน  การแข่งก็จะคล้ายๆกับยิมนาสติกลีลา  แต่จะเป็นลีลาบนจักรยานBMX โดยมีการแบ่งรุ่นการแข่งขันออกเป็นหลายรุ่นตามระดับฝีมือ ลักษณะการแข่งจะมีด้วยกัน 2 แบบ คือการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดโดยมีกรรมการเป็นผู้ให้คะแนนซึ่งจะพิจารณาจากความยากง่ายและความต่อเนื่องของท่าโดยไม่ให้เท้าสัมผัสพื้น   หากเท้าสัมผัสพื้นจะถูกหักคะแนนตามความเหมาะสม  การแข่งขันอีกแบบหนึ่งคือการแข่งขันแบบตัวต่อตัว ( Battle) คือการออกมาประชันท่ากันแบบตัวต่อตัว หากยังนึกภาพไม่ออกก็ให้นึกถึงการชกมวย แต่จะใช้การเล่นท่าประชันกัน ซึ่งจะแข่งขัน 3 ยก  โดยนักกีฬาจะผลัดกันออกมาแสดงท่าผาดโผน  ใน 1 ยกจะเล่นท่าผาดโผนได้คนละหนึ่งชุด (ไม่ได้กำหนดเวลาและความยาวของท่าต่อเนื่องส่วนใหญ่  จะไม่เล่นท่าต่อเนื่องกันยาวมากนักเพื่อป้องกันความผิดพลาด)  เมื่อครบ 3 ยก  กรรมการจะตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะไป   และยังมีการจัดแข่งแยกย่อยออกไปอีกเพื่อให้การจัดแข่งขันนั้นมีความน่าสนใจและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น การแข่ง  Best Trick  คือการแข่งว่าท่าของใครยากและเจ๋งที่สุดเป็นผู้ชนะ  การแข่งขันว่าใครเล่นท่าต่อเนื่องได้มากที่สุด  และการแข่งขันว่าใครเล่นท่าได้นานที่สุด  เป็นต้น
ลักษณะของจักรยาน BMX FLATLAND   ช่วงของตัวรถจักรยานประเภทนี้จะสั้นกว่ารถประเภทอื่นๆ เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเล่นท่าผาดโผน  โครงของรถแฟลตแลนด์จะออกแบบมาให้สะดวกในการเล่นท่าและมีน้ำหนักเบา  รูปทรงจะโค้งบ้างเว้าบ้าง  ชิ้นส่วนต่างๆก็จะแตกต่างกันกับประเภทอื่นๆ  บางท่านที่ยังไม่เคยรู้จักกับBMX ผาดโผนอาจจะยังแยกไม่ออก  มองผิวผืนก็จะดูเหมือนๆกันและอาจจะทำให้ท่านเลือกใช้รถผิดประเภทได้ ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป
ทักษะของการขี่จักรยาน BMX  FLATLAND   โดยหลักๆเลยก็จะเน้นการทรงตัวบนรถจักยานที่เคลื่อนไปเพียงล้อเดียว โดยเท้าของเราจะยื่นอยู่บนที่พักเท้า ( Peg) ที่อยู่ตรงแกนล้อทั้งล้อหน้าและหลัง   ทักษะการใช้เท้าไถล้อเพื่อให้รถได้เคลื่อนที่ไป  และทักษะการต่อเนื่องของแต่ละท่า   การขี่จักรยาน BMX FLATLAND  จำเป็นต้องใช้สมาธิ  ความพยายาม  และความอดทนสักนิดหนึ่งเพราะการฝึกหัดในแต่ละท่าอาจะจะต้องใช้เวลามากพอดู บางท่าอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่บางท่าก็อาจใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน แต่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความขยันฝึกซ้อมและความอดทน  ถ้าหากคุณเป็นคนใจร้อนแล้วละก็  ลองหันมาหัดเล่นจักรยาน BMX  FLATLAND  ดู   มันอาจจะทำให้คุณเป็นคนใจเย็นและมีสมาธิมากขึ้นก็ได้


BMX  STREET  การขี่จักรยานประเภทสตรีต เป็นการขี่จักรยานผาดโผน โดยอาศัยอุปกรณ์ในการเล่น จะเล่นท่าผาดโผนต่างจากประเภทแฟลตแลนด์ ซึ่งผู้เล่นจะขี่ออกไปเล่นกันตามท้องถนน  หรือสวนสาธารณะ อุปกรณ์ที่ใช้เล่นก็มีอยู่ตามท้องถนน เช่น  ม้านั้ง   ราวบันได  ราวเหล็ก  ริมฟุตบาท  และเนินลาดชันต่างๆเป็นต้น  แล้วขี่เล่นท่าผาดโผน  ยกล้อ  หมุนตัว  หรือ ไถลกับราวเหล็กลักษณะของจักรยาน BMX  STREET ช่วงของรถจักรยานประเภทนี้จะยาวกว่าของประเภทแฟลตแลนด์เล็กน้อย และรูปทรงจะไม่แปลกเหมือนรถจักยานแฟลตแลนด์ก็เพราะสตรีตไม่ได้ใช้สำหรับเล่นท่าบนพื้นราบ รููปทรงจึงไม่ออกแบบมาสำหรับเล่นท่าแต่จะเน้นไปในการขี่ และกระโดดซะส่วนใหญ่ ชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะแตกต่างกันด้วย




ทักษะที่ใช้ขี่จักรยาน  BMX  STREET   ที่เน้นๆเลยก็คือ   การกระโดด ( Bunny Hop )  การยกล้อหน้า (Manual )  และการไถลบนราว ( Grind)   และก็ยังมีท่าที่พลิกแพลงอีกมากมาย  สำหรับจักรยาน BMX  STREET  จะต้องใช้ความกล้าพอควรเพราะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างสูง  ผู้เล่นจึงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง  และเมื่อคุณเล่นท่าพื้นฐานของประเภทนี้ได้จนเป็นหมดแล้ว  ที่เหลือก็อยู่ที่ใจคุณแล้วละว่า  “กล้าพอหรือเปล่า”
ที่จะเล่นท่าผาดโผนกับอุปกรณ์บนท้องถนนเหล่านั้น
BMX  PARK เป็นการขี่แบบเดียวกับประเภทสตรีต โดยเล่นกับอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นในรูปแบบสนาม    SKATE PARK  ซึ่งพัฒนาอุปกรณ์ในการเล่นมาจากอุปกรณ์บนท้องถนน ให้ได้มาตรฐานและมีความน่าเล่นมากยิ่งขึ้นโดยอุปกรณ์ในสนามจะถูกออกแบบและจัดว่างในตำแหน่งที่เหมาะสม
ในการแข่งขันจักรยาน BMX  PARK  จะทำการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดโดยมีกรรมการเป็นผู้ให้คะแนนซึ่งจะพิจารณาจากความยากง่ายของท่าและความต่อเนื่องในการเล่นในแต่ละอุปกรณ์  ในการแข่งขัน  นักกีฬาสามารถเอาเท้าสัมผัสกับพื้นหรืออุปกรณ์ได้ โดยไม่ถูกหักคะแนนเพื่อเป็นการหยุดพักหรือจัดท่าทางในการออกตัวในการเล่นท่ากับอุปกรณ์ต่อไป  และสามารถใช้เท้าร่วมเล่นเป็นท่าผาดโผนได้อีกด้วย  ส่วนลักษณะรถก็เป็นรถจักรยานประเภทสตรีตนั้นละครับ  เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่เล่นจากท้องถนน มาเป็นในสนามที่มีความเป็นมาตรฐานเท่านั้นเอง
ทักษะที่ใช้ขี่จักรยานประเภทนี้ก็ใช้ทักษะเดียวกับประเภทสตรีตนั้นละครับ  แต่จะเพิ่มในส่วนของการเล่นท่ากับอุปกรณ์ได้หลากหลาย และท่ากลางอากาศ  เพิ่มเข้ามา   ถ้าหากมีพื้นฐาน BMX  STREET อยู่แล้ว  ก็สามารถเล่น BMX PARK  ได้อย่างไม่ยากนักกีฬาประเภทนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง  ก่อนเล่นจึงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง  เช่น  หมวกกันน๊อค   สนับเข่า  สนับศอก  และสนับแข้ง เป็นต้น


 BMX DIRT คือการขี่จักรยานผาดโผนกระโดดเนินดินโดยจะเน้นเล่นท่ากลางอากาศเพียงอย่างเดียว ลักษณะของสนามจะเป็นเนินดินคล้ายสนาม  Motocoss  มีเนินสำหรับกระโดดติดต่อกันหลายๆลูก  ทำให้การกระโดดเล่นท่าผาดโผนกลางอากาศมีความต่อเนื่องกันการแข่งขันในประเภท BMX  DIRT  จะทำการปล่อยตัวนักกีฬาที่ละคน  แล้วให้ทำการกระโดดเนินดินและเล่นท่ากลางอากาศ  ให้ครบจำนวนเนินเดินที่กระโดด  เนินดินก็จะมีจำนวนที่ไม่มากนัก   นักกีฬาคนไหนที่เล่นท่าได้ยากและเจ๋งที่สุดโดยไม่มีขอผิดพลาดเลยก็จะเป็นผู้ชนะไป
ลักษณะของจักรยาน ก็ใช้แบบเดียวกับ ประเภทสตรีต    เพียงแค่เปลี่ยนยางมาใช้เป็นแบบที่มีดอกยางหนาๆ ที่ใช้สำหรับสนามดินแบบMotocoss  Pegs  (ที่พักเท้า) ออกแค่นั้นเอง
กีฬาประเภทนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง  ก่อนเล่นจึงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง  เช่น  หมวกกันน๊อค   สนับเข่า  สนับศอก  และสนับแข้ง เป็นต้น





 BMX VERT เป็นการขี่ผาดโผนโดยต้องใช้อุปกรณ์ในการเล่น  โดยอุปกรณ์จะมีลักษณะเป็นท่อครึ่งวงกลม  หรือ Half  Pipe   โดยผู้เล่นจะปั่นแล้วกระโดดขึ้นลงตามความโค้งของ Half Pipe  แล้วเมื่อได้ยังหวะก็จะเล่นท่าผาดโผนกลางอากาศ
ในการแข่งขันจักรยาน BMX  VERT  จะทำการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดโดยมีกรรมการเป็นผู้ให้คะแนนซึ่งจะพิจารณาจากความยากง่ายของท่า   ในการแข่งขันนักกีฬาสามารถเอาเท้าสัมผัสกับพื้นหรืออุปกรณ์ได้   โดยไม่ถูกหักคะแนนเพื่อเป็นการหยุดพักหรือจัดท่าทางในการออกตัวในการเล่นท่ากับอุปกรณ์  และสามารถใช้เท้าร่วมเล่นเป็นท่าผาดโผนได้อีกด้วย   ส่วนลักษณะรถก็เป็นรถจักรยานประเภทสตรีตนั้นเอง
ทักษะของกีฬาประเภทนี้ จะใช้ทักษะค่อนข้างยากสักนิดหน่อย   เนื่องด้วยอุปกรณ์มีความสูงมาก  และมุมในการลอยตัวก็เป็นมุมที่ตั้งฉากกลับพื้นดิน  จึงจำเป็นที่จะต้องมีทักษะในการกระโดดลอยตัวกลับอุปกรณ์ที่เรียกว่า Quarter  Pipe ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ก็จะอยู่ในสนาม  SKATE PARK หรือคุณต้องมีทักษะในการเล่น BMX  PARK อย่างค่อนข้างชำนาญ
BMX Racing เป็นการขี่แบบแข่งความเร็วในระยะสั้นๆ รูปแบบลักษณะของสนามแข่งจะออกแบบให้มีทางโค้งสลับกันไป และมีเนินสำหรับกระโดด เช่นเดียวกับสนามของ Motocoss   จักรยาน BMX Racing  ได้เอามาในบ้านเราเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเป็นที่นิยมมาก แล้วก็ได้เงียบหาไปจากวงการเมื่อช่วง 10ปีที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันนี้ จักรยานBMX racing กำลังกลับมาเป็นที่นิยม  เริ่มมีการจัดแข่งขันมากขึ้น  คนที่เคยเลิกไป ก็เริ่มจะกลับมาปัดฝุ่นจักรยานคันเก่า  หันมาปั่น BMX กันอีกครั้ง
ในการแข่งขันจักรยานBMX Racing จะแข่งรุ่นการแข่งขันตามอายุและตามความสามารถ  มีการเก็บคะแนนสะสมแต่ละสนาม   การแข่งขันในหนึ่งรัน  โดยปกติจะปล่อยตัวมากที่สุด 8 คัน แล้วหาผู้ชนะในแต่ละรันเข้ารอบต่อไป  ขึ้นอยู่กับกติกาในการจัดแข่งขันในสนามนั้นๆ
ลักษณะของจักรยานBMX  RACING  ช่วงของรถจะยาวกว่า BMX ประเภทอื่น  เพื่อช่วยเพิ่มหน้าสัมผัสกับพื้นสนาม ทำให้ยึดเกาะสนามได้ดี  ทำให้ง่ายต่อการกระโดดขึ้น ลง เนิน    รูปร่างของตัวรถจะออกแนวทันสมัยรูปทรงออกแบบมาตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่รูปทรงธรรมดาก็ยังเป็นที่นิยมอยู่
ทักษะของการขี่จักรยานประเภท Racing  โดยหลักๆก็จะเน้นการกระโดดเนิน   การเข้าแบงก์  และการเร่งความเร็ว  สำหรับท่านที่ไม่เคยขี่ Racing มาก่อนก็ไม่ควรไปลองกระโดดเนินเองนะครับ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้  บางคนที่เคยเห็นจากโทรทัศน์เห็นว่าง่ายๆ แต่ที่จริงแล้วก็อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด  ควรจะศึกษาหรือขอคำแนะนำจากผู้ที่ขี่อยู่ก่อนแล้ว แล้วก่อนลงสนามทุกครั้งก็ควรจะใส่อุปกรณ์ป้องกันด้วยนะครับ

ที่มา www.ripbmx.com เขียนโดย นายศิริประเสริฐ แซ่เตีย
ขอบคุณภาพประกอบ : Wikipedia , Espn

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น